สสจ.นครพนม ผสานหน่วยงานรัฐ ดึง ‘ทีมสหวิชาชีพ-ชุมชน’ ยกระดับระบบดูแลเบาหวานเชิงรุกทั้งจังหวัด
panya Janyaphest
0:00 / 0:00
สสจ.นครพนม ผสานหน่วยงานรัฐ ดึง ‘ทีมสหวิชาชีพ-ชุมชน’ ยกระดับระบบดูแลเบาหวานเชิงรุกทั้งจังหวัด
19 просмотров · 7 дней назад
panya Janyaphest
218 подписчиков
19 просмотров · 7 дней назад
'สสจ.นครพนม' ผสานพลังหน่วยงานรัฐ
'สสส.-ม.นครพนม-อบจ.-สปสช.' ดึง ‘ทีมสหวิชาชีพ-ชุมชน’
ติดอาวุธความรู้ ปั้นโมเดล “ป้องกันก่อนป่วย" ยกระดับระบบดูแลเบาหวานเชิงรุกทั้งจังหวัด
โรคเบาหวานไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของตัวเลขน้ำตาลในเลือด แต่คือภัยเงียบทางสาธารณสุขที่สั่นคลอนทั้งคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจของครอบครัว การตั้งรับรอรักษาอยู่ในโรงพยาบาลเพียงอย่างเดียว จึงไม่เพียงพออีกต่อไปสำหรับสถานการณ์ในปัจจุบัน จังหวัดนครพนมมีผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ขึ้นทะเบียนประมาณ 45,000–46,000 คน แต่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีเพียงร้อยละ 36 และในปีที่ผ่านมา พบผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่ประมาณ 600 คนต่อประชากรแสนคน สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการเร่งสร้างระบบป้องกันโรคควบคู่กับการดูแลผู้ป่วย
ล่าสุด เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครพนม (สสจ.นครพนม) โดยกลุ่มงานควบคุมโรคไม่ติดต่อ ได้จุดพลุการขับเคลื่อนเชิงรุก ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มหาวิทยาลัยนครพนม องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครพนม และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ "ปรับฐานความรู้โรคเบาหวาน และระบบการทำงานควบคุมป้องกันเบาหวาน" ณ ศูนย์ประชุมสาธารณสุขจังหวัดนครพนม เพื่อวางกลไกการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ
ดร.ศิริลักษณ์ ใจช่วง รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครพนม (ด้านส่งเสริมพัฒนา) ประธานในพิธี เปิดเผยถึงทิศทางใหม่ในการรับมือว่า หัวใจสำคัญของการตัดวงจรโรคเบาหวาน คือการเปลี่ยนผ่านจาก "การรักษาเมื่อป่วย" ไปสู่การ "ป้องกันก่อนเกิดโรค" โดยต้องดึงชุมชนเข้ามาร่วมเป็นเจ้าของปัญหาและเป็นกำลังหลักในการดูแลตนเอง
"การแก้ไขปัญหาเบาหวานจำกัดอยู่แค่ในโรงพยาบาลไม่ได้ เวทีนี้จึงเป็นการผนึกกำลังของทีมสหวิชาชีพแบบครบวงจร ทั้งพยาบาล นักวิชาการสาธารณสุข นักกายภาพบำบัด นักจิตวิทยา นักวิทยาศาสตร์การกีฬา ครูสอนสุขศึกษา และนักกำหนดอาหาร มาอัปเดตองค์ความรู้ร่วมกัน เพื่อนำไปปรับใช้ให้เข้ากับบริบทจริงของแต่ละพื้นที่ มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของกลุ่มเสี่ยงและผู้ป่วยอย่างเป็นรูปธรรม" ดร.ศิริลักษณ์ กล่าว
การขับเคลื่อนครั้งนี้ครอบคลุมพื้นที่ 12 อำเภอของจังหวัดนครพนม โดยมีผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในพื้นที่โครงการย่อย 17 แห่ง และทีมจัดการบูรณาการเข้าร่วม เพื่อร่วมกันสร้างโมเดลการดูแลสุขภาพเชิงรุก ตั้งเป้าหมายลดจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ ชะลอความรุนแรงของโรคในกลุ่มป่วย และลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของจังหวัดในระยะยาวอย่างยั่งยืน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เบญจยามาศ พิลายนต์ อาจารย์ประจำกลุ่มวิชาการพยาบาลอนามัยชุมชน วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีนครพนม มหาวิทยาลัยนครพนม ผู้รับผิดชอบโครงการพัฒนาหน่วยจัดการบูรณาการสร้างเสริมสุขภาวะป้องกันและควบคุมเบาหวานจังหวัดนครพนม กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของโครงการมาจากแนวคิดในการปรับระบบบริการสาธารณสุขมูลฐานในชุมชน โดยให้ความสำคัญกับการป้องกันและควบคุมโรคเบาหวาน ผ่านการเสริมสร้างความเข้มแข็งของกลไกชุมชน เพื่อให้ประชาชนสามารถจัดการปัจจัยเสี่ยงและดูแลสุขภาพของตนเองได้มากขึ้น
ระยะแรกของโครงการเริ่มทดลองดำเนินงานในพื้นที่ รพ.สต.อาจสามารถ อำเภอเมืองนครพนม โดยมีบ้านคำเกิ้มเป็นพื้นที่ต้นแบบ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ รพ.สต. ได้ถ่ายโอนไปสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครพนม ดำเนินงานแบ่งกลุ่มเป้าหมายออกเป็น 5 ระดับ ตั้งแต่กลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยง กลุ่มที่มีภาวะอ้วนหรือ Metabolic Syndrome กลุ่ม Pre-diabetes หรือผู้ที่มีภาวะก่อนเป็นเบาหวาน กลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน ไปจนถึงผู้ป่วยที่เริ่มมีภาวะแทรกซ้อน เพื่อให้สามารถออกแบบการดูแลให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงและภาวะสุขภาพของแต่ละกลุ่ม
จากบทเรียนในระยะแรก โครงการได้ปรับรูปแบบการทำงานจากการดูแลคนจำนวนมากพร้อมกัน มาเป็นการทำงานในกลุ่มขนาดเล็ก เพื่อให้ทีมสามารถติดตามและดูแลผู้เข้าร่วมได้อย่างใกล้ชิดมากขึ้น ในปีที่ 2 โครงการได้รับการสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนัก 7 ผ่านมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนานโยบาย (สวน.) และขยายเครือข่ายความร่วมมือไปยังโรงพยาบาลชุมชน โดยมีโรงพยาบาลโพนสวรรค์ เข้ามาร่วมดำเนินงาน มีผู้เข้าร่วมโครงการรวม 100 เคสในจังหวัดนครพนม แบ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงเบาหวาน 80 เคส และกลุ่มผู้ที่เป็นเบาหวานแล้ว 20 เคส โดยเข้าสู่โปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและมีการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง