Перейти к содержимому

กบฏเชียงแก้ว พ.ศ. 2334 จากสงครามอวสานที่แก่งตะนะ สู่การสร้างเมืองอุบลราชธานี และยโสธร

บัญญัติ คําประภา

0:00 / 0:00

กบฏเชียงแก้ว พ.ศ. 2334 จากสงครามอวสานที่แก่งตะนะ สู่การสร้างเมืองอุบลราชธานี และยโสธร

804 просмотра · 2 нед. назад
บัญญัติ คําประภา
145 тыс. подписчиков
804 просмотра · 2 нед. назад
สวัสดีครับ บัญญัติ คำประภา เสนอ กบฏเชียงแก้ว พ.ศ. 2334 จากสงครามอวสานที่แก่งตะนะ สู่การสร้างเมืองอุบลราชธานี - ยโสธร ปีจุลศักราช 1153 ปีกุน ตรีศก ซึ่งตรงกับปีพุทธศักราช 2334 เกิดกบฏอ้ายเชียงแก้ว อยู่ที่บ้านเขาโอง แขวงเมืองสีทันดร ฝั่งโขงตะวันออกแม่น้ำโขง โดยในขณะนั้นเชียงแก้ว ได้แสดงตนเป็นผู้วิเศษ มีคนนับถือเป็นจำนวนมาก เขาได้ยกกําลังมาล้อมเมืองจําปาศักดิ์ เจ้าเมืองในขณะนั้นคือ พระเจ้าองค์หลวง หรือเจ้าไชยกุมาร ซึ่งในเวลานั้นมีพระชนม์ได้ 80 ปี พระองค์ชราภาพและกําลังประชวรหนัก เมื่อพระองค์รู้ว่าเชียงแก้วยกทัพมาล้อมเมืองจำปาศักดิ์ จึงตกพระทัยมาก ทำให้โรคกําเริบและถึงแก่พิราลัย โดยครองเมืองจําปาศักดิ์ รวมได้ 53 ปี มีบุตรธิดา 3 คน คือ 1.เจ้าหน่อเมือง 2.เจ้านางป่อมหัวขาว และ 3.เจ้านางท่อนแก้ว เมื่อเกิดเหตุกบฏอ้ายเชียงแก้วยกกำลังมาล้อมเมืองนครจำปาศักดิ์ จนพระเจ้าองค์หลวง หรือเจ้าองค์หลวง หรือเจ้าจำปาศักดิ์ไชยกุมาร ตกใจจนพิราลัย และเจ้าหน่อเมือง บุตรคนแรกของพระเจ้าองค์ ไม่สามารถรับมือทัพกบฏได้ทัน เจ้าหน่อเมืองจึงได้มีหนังสือข่าวสารลับฉุกเฉินส่งไปยังพระประทุมสุรราช หรือเจ้าคำผง ซึ่งขณะนั้นตั้งอยู่ที่บ้านห้วยแจระแมหรือดงอู่ผึ้ง เพื่อขอความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ส่วนตัวเจ้าหน่อเมืองได้พาญาติวงศ์หลบหนีไปอาศัยอยู่กับข่าพะนัง ซึ่งอยู่ในพื้นที่ป่าเขาสลับซับซ้อนที่ทัพอ้ายเชียงแก้วตามล่าได้ยาก อยู่แถบเทือกเขาทางตอนใต้ของลาว เมื่อพระประทุมสุรราช หรือเจ้าคำผง ได้รับข่าวการเกิดกบฏจากนครจำปาศักดิ์แล้ว ได้ทำ "ใบบอก" หรือหนังสือราชการรายงานเหตุการณ์ แจ้งไปทางเมืองนครราชสีมา เมื่อเจ้าพระยานครราชสีมา ได้รับใบบอกข่าวเหตุร้ายกบฏอ้ายเชียงแก้วจากพระประทุมฯ แล้ว จึงได้ทำใบบอกส่งต่อไปกราบทูลแด่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ที่กรุงเทพมหานคร อีกทอดหนึ่ง ในระหว่างที่ส่งใบบอกและรอข่าวจากทางกรุงเทพฯ พระประทุมสุรราช หรือเจ้าคำผง ได้ระดมกำลังพลจากบ้านห้วยแจระแมหรือดงอู่ผึ้ง และมีหนังสือไปถึง ท้าวฝ่ายหน้า ผู้เป็นน้องตัวเอง ซึ่งอยู่ที่บ้านสิงห์ท่าปัจจุบันคือยโสธร ให้เกณฑ์กำลังมาร่วมกันปราบกบฏ โดยพระประทุมฯ ให้ท้าวฝ่ายหน้า ผู้เป็นน้อง ทำหน้าที่เป็นแม่ทัพคุมกำลังรบหลักส่วนหน้า ทางกรุงเทพมหานคร พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 เมื่อได้รับใบบอกแล้ว ได้โปรดเกล้าฯ ให้พระยานครราชสีมา ยกทัพ ไปปราบกบฏอ้ายเชียงแก้ว ในขณะที่กำลังเคลื่อนทัพไป ทัพล่วงหน้าที่นำไปก่อนโดย ท้าวฝ่ายหน้า และพระประทุมฯ ได้สู่รบกับทัพอ้ายเชียงแก้ว ที่บริเวณแก่งตะนะ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในบริเวณท้องที่อำเภอโขงเจียมและอำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี การต่อสู้ทำให้ทัพอ้ายเชียงแก้วแตกพ่าย ท้าวฝ่ายหน้าจับตัวอ้ายเชียงแก้วได้สำเร็จ และได้ประหารชีวิตที่บริเวณแก่งตะนะ ก่อนที่ทัพพระยานครราชสีมา จะยกทัพมาถึงในเวลาไล่เลี่ยกัน เมื่อกองทัพเจ้าพระยานครราชสีมา มาถึง ก็พากันยกทัพต่อไปยังนครจําปาศักดิ์ และได้ติดตามหาเจ้าหน่อเมือง ที่ได้หลบหนีภัยไปอยู่กับข่าพะนังก่อนหน้านี้ ให้กลับมารักษาการปกครองนครจำปาศักดิ์ไว้ก่อน แล้วจึงพากันยกทัพไปปราบปรามพรรคพวกอ้ายเชียงแก้ว ที่ยังมีกระเซ็นกระสายอยู่จนราบคาบ ซึ่งส่วนมากจะพวกข่า มีทั้งข่าระแด ข่าจะราย สวาง และข่ากะเซ็ง ตามที่พระประทุมสุรราชหรือเจ้าคำผง ผู้เป็นพี่ และท้าวฝ่ายหน้า ผู้เป็นน้อง ยกทัพไปปราบกบฏเชียงแก้วที่นครจำปาศักดิ์สำเร็จ โดยทัพปะทะต่อสู้กัน และสามารถจับประหารชีวิตเชียงแก้วได้ที่แก่งตะนะ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในบริเวณท้องที่อำเภอโขงเจียมและอำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเป็นบําเหน็จความดีความชอบ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกฐานะ บ้านห้วยแจระแม ซึ่งพระประทุมสุรราช หรือเจ้าคำผง ปกครองอยู่ ขึ้นเป็นเมืองอุบลราชธานีศรีวนาไลประเทศราช หรืออุบลราชธานี และทรงแต่งตั้งให้พระประทุมสุรราชหรือคำผง เป็น “พระประทุมวรราชสุริยวงศ์” เจ้าเมืองอุบลราชธานีคนแรก รวมทั้งทรงแต่งตั้งให้ ท้าวฝ่ายหน้า ผู้เป็นน้องพระประทุมฯ เป็น "พระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราช" เป็นเจ้าประเทศราชเมืองนครจำปาศักดิ์ แทนที่พระเจ้าองค์หลวง หรือเจ้าไชยกุมาร ที่ถึงแก่พิราลัย วงศ์ของพระตาจึงได้ปกครองนครจำปาศักดิ์ แทนที่วงศ์เจ้าจำปาศักดิ์ของพระเจ้าองค์หลวงฯ ต่อจากนั้น “พระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราช หรือท้าวฝ่ายหน้า” ได้แต่งตั้งให้โอรสคือ “ท้าวคำสิงห์” ซึ่งเป็นอุปราชเมืองนครจำปาศักดิ์ ไปครองเมืองโขง เมืองโขงในปัจจุบัน อยู่แขวงจำปาศักดิ์ กลุ่มเกาะสี่พันดอน สปป.ลาว ปีพุทธศักราช 2353 “พระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราช หรือท้าวฝ่ายหน้า” ถึงแก่พิราลัย ทางกรุงเทพมหานคร จึงแต่งตั้งให้ “เจ้านู” ผู้เป็นโอรสของเจ้าหน่อเมือง ที่หลบหนีไปอยู่กับข่าพะนัง ให้เป็นเจ้าเมืองจำปาศักดิ์องค์ต่อมา “เจ้านู” อยู่ในราชสมบัติได้สามวันถึงแก่พิราลัย ทางกรุงเทพมหานคร จึงแต่งตั้ง “เจ้าหมาน้อย” ขึ้นเป็นเจ้าเมืองจำปาศักดิ์แทน วงศ์ของพระเจ้าองค์หลวงหรือ ไชยกุมาร จึงได้กลับมาครองจำปาศักดิ์อีกครั้ง ส่วนสายวงศ์ของพระตา ผู้เป็นบุตรคือท้าวฝ่ายหน้าซึ่งปกครองนครจำปาศักดิ์ที่ถึงแก่พิราลัยแล้ว และท้าวฝ่ายหน้ามีบุตรคือ ท้าวคำสิงห์ ที่ปกครองเมืองโขง ซึ่งอยู่บริเวณเกาะดอนโขง สีทันดอน เขตอำนาจการปกครองของนครจำปาศักดิ์ ไม่สมัครใจจะอยู่ภายใต้การปกครองของจำปาศักดิ์อีกต่อไป ท้าวคำสิงห์จึงย้ายมาตั้งเมืองที่บ้านสิงห์ท่า หรือยโสธรในปัจจุบัน ในปีพุทธศักราช 2357 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกบ้านสิงห์ท่าขึ้นเป็นเมือง และพระราชทานนามว่า “เมืองยศสุนทร” พร้อมทั้งโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งท้าวคำสิงห์ให้เป็นเจ้าเมือง โดยได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “พระสุนทรราชวงศา” นับเป็นเจ้าเมืองยโสธรคนแรก ...เอกสารอ้างอิง... วิทย์ ธีรศาศวัต. ประวัติศาสตร์อีสาน พ.ศ. 2322-2488 เติม วิภาคย์พจนกิจ. ประวัติศาสตร์อีสาน วิกิพีเดีย, ศิลปวัฒนธรรม