Перейти к содержимому

เมืองพวน แดนอาภัพ ท่ามกลางไฟสงครามอันยาวนาน I ประวัติศาสตร์นอกตำรา EP.315

ประวัติศาสตร์ นอกตํารา

0:00 / 0:00

เมืองพวน แดนอาภัพ ท่ามกลางไฟสงครามอันยาวนาน I ประวัติศาสตร์นอกตำรา EP.315

29 522 просмотра · 5 ч назад
ประวัติศาสตร์ นอกตํารา
1,27 млн подписчиков
29 522 просмотра · 5 ч назад
“เมืองคูน” เมืองเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่บนที่ราบอันอุดมสมบูรณ์ มีลำน้ำไหลผ่านท่ามกลางหุบเขาในแขวงเชียงขวางของ สปป ลาว ห่างจากนครหลวงเวียงจันทน์ประมาณ 400 กิโลเมตร ดินแดนแห่งนี้ ในอดีตคือศูนย์กลางของ "นครรัฐพวน" มีฐานะเป็นนครรัฐที่มีกษัตริย์ปกครอง เป็นถิ่นกำเนิดของกลุ่มคนที่ต้องเดินทางรอนแรมจากผลพวงสงครามไปตั้งถิ่นฐานแห่งใหม่ในประเทศไทย และเรียกตัวเองว่า “ไทพวน” เพราะเมืองพวนตั้งอยู่บนพื้นที่ราบสูงทางตะวันออกเฉียงเหนือของลาว ซึ่งถือเป็น "รัฐกันชน" บนพื้นที่ทับซ้อนระหว่างสองอาณาจักรใหญ่กว่าในอดีต นั่นคือล้านช้างเวียงจันทน์ และญวน เมืองพวนจึงตกอยู่ในสถานะ "เมืองสองฝ่ายฟ้า" ที่จำเป็นต้องดำเนินนโยบายแบบไผ่ลู่ลม ด้วยการส่งเครื่องราชบรรณาการให้แก่มหาอำนาจทั้งสองฝั่งพร้อม ๆ กัน ประวัติศาสตร์ของ เมืองพวนหรือนครรัฐพวนเชียงขวาง ล้วนเต็มไปด้วยความบอบช้ำ โดยจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเริ่มขึ้นในสมัยกรุงธนบุรี ต่อเนื่องถึงรัตนโกสินทร์ ชาวพวนจำนวนมากถูกกวาดต้อนเข้าสู่ดินแดนสยามหลายครั้ง อันเนื่องมาจากเหตุผลทางด้านสงคราม ฝันร้ายทางประวัติศาสตร์ของเมืองพวน เชียงขวางยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง ในช่วงต้นรัชกาลที่ 5 จีนฮ่อ ในฐานะ "โจรสงครามและกองกำลังปล้นสะดม" ได้ออกปล้นผู้คนในเขตสิบสองจุไทและเมืองพวน และสามารถตียึดเมืองพวนได้สำเร็จ ไม่เพียงการปล้นเสบียง แต่พวกฮ่อยังเผาทำลายวังของกษัตริย์พวน รวมถึงวัดวาอารามเก่าแก่หลายร้อยปีเพื่อขุดขโมยทรัพย์สินมีค่า และลอกเอาทองคำที่หล่อหรือหุ้มองค์พระพุทธรูป นับเป็นความรุนแรงและป่าเถื่อนในประวัติศาสตร์ของชาวพวน ที่ต้องตกอยู่ภายใต้การปล้นสะดมและทารุณกรรมของพวกฮ่ออยู่นานกว่า 10 ปี จนกระทั่งรัชกาลที่ 5 ทรงส่งกองทัพสยามขึ้นไปปราบปรามถึงสามครั้งจึงสามารถเอาชนะ และปิดฉากศึกฮ่อในดินแดนล้านช้างและเมืองพวนลงได้อย่างสิ้นเชิงในปี พ.ศ. 2428 ชะตากรรมของเมืองพวนยังคงผันผวนต่อไป เมื่อสยามต้องเผชิญปัญหาครั้งสำคัญที่เรียกว่า วิกฤตการณ์ รศ.112 ราชสำนักสยามจำต้องสละกรรมสิทธิ์ดินแดนฝั่งซ้าย รวมถึงเกาะแก่งในแม่น้ำโขงทั้งหมดให้แก่ฝรั่งเศส รวมถึงดินแดนเมืองพวน ที่ฝรั่งเศสอ้างสิทธิ์ว่า เคยส่งส่วย ดอกไม้เงินดอกไม้ทองให้แก่อันนัมเวียดนาม ซึ่งขณะนั้นได้ตกเป็นของฝรั่งเศสแล้ว เมืองพวนเชียงขวางจึงต้องเปลี่ยนสถานะจาก "หัวเมืองประเทศราชของสยาม" ไปเป็น "ดินแดนในอารักขาของอินโดจีนฝรั่งเศส" ในปี 2436 ในปี พ.ศ. 2496 เมื่อฝรั่งเศสเริ่มพ่ายแพ้ในสงครามอินโดจีน และยอมมอบเอกราชให้แก่ราชอาณาจักรลาวอย่างเป็นทางการ แขวงเชียงขวาง หรือเมืองพวนเดิม จึงแปรสภาพจากเมืองใต้ดินแดนอาณานิคม มาเป็นจังหวัดหรือแขวงหนึ่งของประเทศลาว แต่ทว่าสงครามในเขตเมืองพวน-เชียงขวางไม่ได้จบลงไปพร้อมกับสมัยอาณานิคมฝรั่งเศส ระหว่างปี 2507-2516 เชียงขวางและทุ่งไหหินได้กลายเป็นสมรภูมิรบครั้งสำคัญภายใต้ชื่อ “สงครามลับในลาว” กองทัพสหรัฐฯ ใช้เครื่องบินรบ รวมถึงเครื่องบิน B-52 ทิ้งระเบิดปูพรมโจมตีเพื่อตัดเส้นทางลำเลียงของฝ่ายคอมมิวนิสต์ อย่างหนักหน่วงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก โดยมีระเบิดมากกว่า 270 ล้านลูก หรือประมาณ 2 ล้านตัน ถูกทิ้งลงที่นี่ จนทุ่งไหหินกลายเป็นสมรภูมิรบนรกบนดิน นับจากสมัยรัฐจารีต ตั้งแต่กรุงธนบุรี ต่อเนื่องถึงรัตนโกสินทร์ กระทั่งเข้าสู่ยุคอาณานิคม และยุครัฐชาติ ตลอดเวลากว่า 250 ปี อดีตศูนย์กลางนครรัฐพวนแห่งนี้ต้องผ่านศึกสงครามนับครั้งไม่ถ้วน เมืองพวน เป็นเรื่องราวของ "คนที่อยากอยู่สงบ ๆ แต่โลกไม่ยอมให้สงบ" ทั้งที่แรกเริ่ม พวนคือรัฐอิสระ มีอารยธรรมอันงดงาม มีภาษาเป็นของตนเอง แต่ทั้งหมดกลับต้องจ่ายด้วยราคาแพงที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ เพียงเพราะพวกเขาตั้งเมืองอยู่ “ถูกที่” แต่ "ผิดเวลา" ในยามที่มหาอำนาจขัดแย้งกัน บางทีบทเรียนจากนครรัฐที่อาภัพที่สุดแห่งนี้ อาจสอนให้เราตระหนักถึงความโง่เขลาอันป่าเถื่อนของสงคราม ไม่ว่าจะในยุครัฐจารีต หรือยุครัฐชาติ ก็ตามที