Перейти к содержимому

กบฏหมอลำ กบฏผีบุญเกือกขาว หมอลำน้อยชาดา มหาสารคาม พ.ศ. 2476 - 2477

บัญญัติ คําประภา

0:00 / 0:00

กบฏหมอลำ กบฏผีบุญเกือกขาว หมอลำน้อยชาดา มหาสารคาม พ.ศ. 2476 - 2477

463 просмотра · 1 мес. назад
บัญญัติ คําประภา
145 тыс. подписчиков
463 просмотра · 1 мес. назад
สวัสดีครับ บัญญัติ คำประภา เสนอ หมอลำกบฏ หมอลำน้อยชาดา กบฏเกือกขาว พ.ศ. 2476-2477 เมื่อปี พ.ศ. 2476 หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยได้ไม่นาน ชาวบ้านในต่างจังหวัดก็ยังไม่ได้รู้สึกว่าชีวิตดีขึ้น แถมยังต้องเสียภาษีหัวคิว และเผชิญภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ในเวลานั้น ที่บ้านเชียงเหียน ตำบลเขวา อำเภอตลาดในขณะนั้น ปัจจุบันคืออำเภอเมืองมหาสารคาม มีชายคนหนึ่งชื่อว่านายคำสา สุมังกะเศษ หรือหมอลำน้อยชาดา เป็นแกนนำกลุ่ม เขาเกิดที่บ้านเชียงเหียนแห่งนี้ ในสมัยรัชกาลที่ 7 นายคำสาหรือหมอลำน้อยชาดา เป็นคนที่มีรูปร่างเล็ก ชาวบ้านจึงเรียกเขาว่า“หมอลำน้อย” ส่วนคำว่าชาดา มาจากที่เขาบอกชาวบ้านว่า เขาคือพระชาดาในกบฏผู้มีบุญช่วงปี พ.ศ. 2444-2445 ซึ่งในครั้งนั้นหัวหน้ากบฏผู้มีบุญคนหนึ่งชื่อว่าพระชาดา หรือองค์ชาดา หมอลำน้อยบอกว่า เขาคือพระชาดาคนนั้นกลับชาติมาเกิด หมอลำน้อยชาดา นุ่งขาวห่มขาว และใส่เกือกหรือรองเท้าสีขาว ซึ่งลูกศิษย์หรือผู้มีความเชื่อตามเขา ได้แต่งกายตามแบบเขา ทำให้รองเท้าสีขาวในจังหวัดมหาสารคามในยุคนั้น ขายดีมาก ขาดตลาด หาซื้อยากมากในร้านค้าตลาดเมืองมหาสารคาม ภายหลังเมื่อเขาและลูกศิษย์ถูกจับ จึงถูกเรียกว่า “กบฏเกือกขาว” แนวคิดและการปลุกระดมของหมอลำน้อยชาดา การต่อต้านและการวิพากษ์วิจารณ์อำนาจรัฐ นำความทุกข์ยากของชาวบ้านมาบอกเล่าผ่านกลอนลำ การพูดและพยากรณ์ คือ 1. หลักศีลธรรมและการปฏิบัติตน สั่งสอนชาวบ้านเรื่องการรักษาศีลธรรม ไม่ให้เบียดเบียนซึ่งกันและกัน โดยเน้นย้ำว่าหากใครมีศีลธรรมจึงจะรอดพ้นจากภัยพิบัติได้ 2. ปฏิเสธอำนาจรัฐและภาษี ลำยุยงไม่ให้ราษฎรยอมเสียภาษีอากรให้ส่วนกลาง โดยระบุว่าเป็นการขูดรีด 3. คัดค้านระบบการศึกษาแบบใหม่ ชักชวนไม่ให้พ่อแม่ส่งเด็กเข้าโรงเรียนประชาบาลของรัฐบาล เพราะมองว่าวิชาการแบบใหม่ทำลายวิถีชีวิตดั้งเดิม และทำให้เสียเวลาทำมาหากินของครอบครัวชาวนา 4. วิพากษ์วิจารณ์พระสงฆ์สายเมืองหลวง ลำบอกชาวบ้านว่า ไม่ให้กราบไหว้พระสงฆ์บางรูปในยุคนั้น โดยกล่าวว่า "ทุกวันนี้ไม่ใช่พระ เพียงแต่นุ่งห่มผ้าเหลืองเฉย ๆ" เนื่องจากรัฐสยาม ใช้ระบบสงฆ์ส่วนกลางเข้ามาควบคุมวัดในท้องถิ่นอีสาน 5. คำทำนายวันสิ้นโลก หรือโลกาวินาศ ทำนายว่าโลกจะเกิดภัยพิบัติ แผ่นดินไหว ไฟไหม้ และคนชั่วจะล้มตายจำนวนมาก จะรอดพ้นได้เฉพาะผู้ที่นับถือศีลธรรมและเข้าร่วมกลุ่มเกือกขาวของเขาเท่านั้น 6. ยุคพระศรีอาริย์และสังคมใหม่ เผยแผ่ความเชื่อว่า จะมีศาสนาเกิดใหม่คือ "ศาสนาของพระศรีอาริย์" ซึ่งเป็นยุคแห่งความสุขสบายและเท่าเทียมกัน เพื่อสร้างความหวังให้ชาวบ้าน ที่กำลังเผชิญความทุกข์ยากในขณะนั้น 7. การเมืองและการปกครองในอนาคต ทำนายว่า จะมีการลดภาษีเหลือ 2 บาท มีการรบกันระหว่างคนภาคอีสานกับภาคกลาง เมืองเวียงจันทน์จะกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง โดยตัวเขาเองจะได้ไปปกครองเมืองเวียงจันทน์ ชาวบ้านที่กำลังลำบาก พอได้ฟังกลอนลำที่ทั้งม่วน ทั้งตรงใจ แถมยังให้ความหวัง จึงมีความคล้อยตาม จากคนฟังไม่กี่สิบคน กลายเป็นหลักร้อยในเวลาอันรวดเร็ว พอมีสาวกมวลชนมากขึ้น หมอลำน้อยชาดาพร้อมกับแกนนำอีกคนคือ นายอาจ ก็ตัดสินใจตั้งศูนย์บัญชาการขึ้นที่ บ้านเชียงเหียน ตำบลเขวา อำเภอเมืองมหาสารคาม มีอัตลักษณ์ที่ชัดเจนคือ คนที่เข้าร่วมกลุ่ม ต้องนุ่งขาวห่มขาว ถือศีล และที่ขาดไม่ได้คือ ต้องสวมรองเท้าผ้าใบสีขาว ทำให้ในยุคนั้น รองเท้าผ้าใบสีขาวในร้านค้าตัวเมืองมหาสารคามขาดตลาด ใครไม่มีถือว่าไม่ใช่อารยชนที่จะได้ไปยุคพระศรีอาริย์ พวกเขารวมตัวกันอยู่ที่บ้านเชียงเหียนนานถึง 2-3 เดือน มีชาวบ้านมาฟังหมอลำน้อยชาดาฟังทุกวัน บรรยากาศคล้ายมีงานเทศกาล ทุกคนมาด้วยความหวังและความศรัทธาว่า ชายร่างเล็กคนนี้แหละคือ “ผู้มีบุญ” แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ กลุ่มนี้“ไม่มีการสะสมอาวุธ ไม่มีปืน ไม่มีดาบ” พวกเขาไม่ได้ตั้งกองทัพเพื่อจะไปรบ อาวุธของพวกเขามีเพียงความเชื่อ และการปฏิเสธอำนาจรัฐ ผ่านกลอนลำและสัญลักษณ์สีขาว การที่มีคนมารวมตัวกันหลายร้อยคน โดยนุ่งขาวห่มขาว ใส่รองเท้าผ้าใบสีขาวเหมือนกัน แถมยังพูดเรื่องการลดภาษีและการปฏิเสธอำนาจส่วนกลาง รัฐบาลยุคนั้นมองว่า นี่คือภัยความมั่นคงของชาติ ซึ่งนายกรัฐมนตรีสยามในเวลานั้นคือ พระยามโนปกรณ์นิติธาดา หรือนายก้อน หุตะสิงห์ ซึ่งท่านเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของสยาม หรือประเทศไทยในปัจจุบันทางราชการได้ส่งกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ และข้าราชการเข้าไปตรวจสอบ ที่บ้านเชียงเหียน ตำบลเขวา อำเภอเมืองมหาสารคาม ในขณะนั้นเรียกอำเภอตลาด โดยผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม ซึ่งในขณะนั้นตำแหน่งนี้เรียกว่า ข้าหลวงประจำจังหวัด ในตอนนั้นมีคนคาบเกี่ยวกันเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคามอยู่ 2 คน คนแรกช่วงต้นปีคือ พระอรรถเปศลสรวดี หรือนายเจริญ ทรัพย์สาร ต่อด้วยหลวงอังคณานุรักษ์หรือร้อยเอกสมถวิล เทพาคำ ซึ่งเหตุการณ์นี้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นช่วงนายเจริญ ทรัพย์สารเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐเดินทางมาถึง หมอลำน้อยชาดาและชาวบ้านไม่ได้ขัดขืนเลย พวกเขายอมให้จับกุมตัวแต่โดยดี เพราะยึดหลักสันติและถือศีล นายคำสาหรือหมอลำน้อยชาดา พร้อมกับแกนนำ และชาวบ้านที่เป็นมวลชนถูกควบคุมตัวและส่งฟ้องดำเนินคดีที่ ศาลจังหวัดมหาสารคาม ในข้อหาซ่องโจรและเป็นกบฏภายในราชอาณาจักร สุดท้าย ศาลจังหวัดมหาสารคาม ได้พิพากษาจำคุกหมอลำน้อยชาดาและแกนนำหลัก เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2476 โดยให้จำคุกเป็นเวลา 4 ปี ส่วนชาวบ้านคนอื่นๆ ที่หลงเชื่อถูกปล่อยตัว ให้กลับบ้านไปทำมาหากินตามเดิม ปิดฉากตำนาน “กบฏเกือกขาว” แห่งมหาสารคามลงอย่างสันติ โดยไม่มีการเสียเลือดเสียเนื้อแต่อย่างใด …เครดิต ขอบคุณ... หนังสือสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน บุญช่วย อัตถากร, สุวิทย์ ธีรศาสวัต ............................................................ บัญญัติ คำประภา : สร้างสรรค์/นำเสนอ ติดตามผลงานได้ที่ช่อง Youtube : บัญญัติ คำประภา Facebook Reels, Tiktok : ครูบัญญัติ คำประภา ขอบคุณที่ติดตามและรับชมครับ