Перейти к содержимому

อานิสงส์กฐิน (อธิบายละเอียด) FAQ โดยพระมหาภาคภูมิ สีลานนฺโท

นานาวินิจฉัย (พระมหาสีลานันท์)

0:00 / 0:00

อานิสงส์กฐิน (อธิบายละเอียด) FAQ โดยพระมหาภาคภูมิ สีลานนฺโท

10 295 просмотров · 2 г. назад
นานาวินิจฉัย (พระมหาสีลานันท์)
44,9 тыс. подписчиков
10 295 просмотров · 2 г. назад
บรรยายพระวินัย เรื่อง #อานิสงส์กฐิน #อานิสงส์พรรษา โดย พระมหาภาคภูมิ สีลานนฺโท เนื่องในงานกฐิน ณ วัดป่าเทพจักรพันธ์ ต.ตะกุดไร อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์ วันที่ 25 พฤศจิกายน 2566 มีพุทธพจน์ว่า "ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุผู้อยู่จำพรรษาแล้วกรานกฐิน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้กรานกฐินแล้วจะได้อานิสงส์ ๕ อย่าง คือ ๑. อนามนฺตจาโร ไปได้โดยไม่ต้องบอก ๒. อสมาทานจาโร ไม่ต้องถือไตรจีวรไปครบ ๓. คณโภชนํ ฉันคณโภชนะได้ ๔. ยาวทตฺถจีวรํ ทรงอดิเรกจีวรไว้ได้ตามต้องการ ๕. โย จ ตตฺถ จีวรุปฺปาโท โส เนสํ ภวิสฺสติ พวกเธอจะได้จีวรที่เกิดขึ้นในวัดนั้น ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอผู้กรานกฐินแล้วย่อมได้อานิสงส์ ๕ อย่างนี้" อานิสงส์ ๕ อย่าง มีคำอธิบายแบบย่อๆ ดังนี้ :- ๑. #ไปได้โดยไม่ต้องบอก นี่ไม่ได้หมายถึง จะไปไหนก็ไม่ต้องลาใคร แต่หมายถึง การผ่อนปรน #จาริตตสิกขาบท ในอเจลกวรรค คือ เมื่อภิกษุรับนิมนต์ที่ทายกออกชื่อโภชนะ ๕ อย่าง คือ ข้าวสุก ขนมสด ขนมแห้ง ปลา หรือเนื้ออย่างใดอย่างหนึ่ง (เช่น นิมนต์รับข้าวเหนียวไก่ย่าง, ข้าวขาหมู) ไว้บ้านหนึ่งแล้ว จะไปที่อื่นจากที่รับนิมนต์นั้น โดยไม่ได้บอกพระในวัดก่อนก็ได้ ไม่เป็นอาบัติ (ตามปรกติ หากจะทำเช่นนั้น ต้องบอกพระในวัดก่อน คือ บอกว่าจะไปบ้านไหน) ๒. #ไม่ต้องถือไตรจีวรไปครบ นี่เป็นการผ่อนปรน #อุทโทสิตสิกขาบท ในจีวรวรรค คือ สามารถเก็บจีวรผืนใดผืนหนึ่งไว้ได้โดยไม่ต้องนำจีวรติดตัวไปครบทั้ง ๓ ผืนได้โดยไม่ต้องอาบัติ (ตามปรกติ หากถือไตรครอง ต้องมีผ้าไตรอยู่ใกล้ตลอด แม้ตอนจะเข้าหมู่บ้าน ที่สำคัญคือห้ามอยู่ห่างผ้าในช่วงอรุณขึ้น) ๓. #ฉันคณโภชนะได้ นี่ไม่ได้หมายถึง ฉันเป็นวงหรือฉันเป็นหมู่ได้ เพราะพระสามารถนั่งล้อมวงฉันกันได้อยู่แล้ว ไม่มีอาบัติในเรื่องนี้ โดยอานิสงส์ข้อนี้หมายถึงเป็นการผ่อนปรน #คณโภชนสิกขาบท ในโภชนวรรค คือ พระตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป ฉันอาหารที่เขานิมนต์โดยออกชื่อโภชนะได้ (เรื่องคำนิมนต์อธิบายเหมือนอานิสงส์ข้อ ๑) ไม่ต้องอาบัติ (ปรกติ หากเขานิมนต์เช่นนี้ พระ ๔ รูปขึ้นไปจะไปรับพร้อมกันแล้วมาฉันไม่ได้) ๔. #ทรงอดิเรกจีวรไว้ได้ตามต้องการ คือเป็นการผ่อนปรน #กถินสิกขาบท ในจีวรวรรค หมายถึง สามารถเก็บอดิเรกจีวร (คือผ้าที่ไม่ได้อธิษฐานหรือวิกัป) ไว้ได้เกิน ๑๐ วัน โดยไม่ต้องอาบัติ (ปรกติ เมื่อเกิน ๑๐ วันจะต้องอาบัติปาจิตตีย์และผ้าเป็นนิสสัคคีย์) หมายเหตุ : แต่เมื่อหมดเขตอานิสงส์แล้ว หรือเมื่อกฐินเดาะแล้ว ผ้านั้นจะเป็นนิสสัคคีย์ (ของที่ต้องสละ) ทันที เพราะนับวันตั้งแต่ตอนได้ผ้ามา ดังนั้น ต้องอธิษฐานผ้าก่อนหมดอานิสงส์ ดังหลักฐานว่า เมื่อรู้ว่า “กฐินจักเดาะในวันพรุ่งนี้” ถ้าไม่อธิษฐานผ้าที่ได้มาในวันนี้ทีเดียว เมื่ออรุณขึ้น ผ้านั้นเป็นนิสสัคคีย์ ถามว่า : เพราะเหตุใด ? ตอบว่า :เพราะสิกขาบทกล่าวไว้ว่า นิฏฺฐิตจีวรสฺมึ เป็นต้น. (อธิบายว่า) ในภายในกฐิน ภิกษุย่อมได้การรักษาแม้เกินกว่า ๑๐ วัน แต่หลังกฐินแล้ว แม้วันเดียวก็ไม่ได้ (กงฺขา.ปุราณฏี. ๗๕) ๕. #พวกเธอจะได้จีวรที่เกิดขึ้นในวัดนั้น คือตามปรกติ ผ้าที่เกิดแก่สงฆ์จะถึงแก่ภิกษุสามเณรทุกรูปที่อยู่ในอุปจารสีมา (เขตวัด) แต่ในกรณีกาลจีวรนี้ จะถึงเฉพาะภิกษุสามเณรที่จำพรรษาในวัดนั้นๆ เท่านั้น (ภิกษุจากที่อื่นที่มาอยู่ที่วัดภายหลัง ไม่มีสิทธิ์ในผ้านั้นด้วย) #กาลจีวร หมายถึง ผ้าที่เกิดแก่สงฆ์ตั้งแต่วันออกพรรษาไปจนถึง ๑ เดือน สำหรับผู้จำพรรษาแต่ไม่ได้กรานกฐิน หรือตั้งแต่วันออกพรรษาไปจนถึง ๕ เดือน (ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔) หรือจนกว่ากฐินจะเดาะ สำหรับผู้ได้กรานกฐิน นี่เป็นอานิสงส์สำหรับผู้ได้กรานกฐินหรือผู้ได้อนุโมทนากฐิน แต่สำหรับผู้ที่จำพรรษาแต่ไม่ได้กรานกฐิน จะได้อานิสงส์แค่ ๔ ข้อ โดยเว้นข้อ ไม่ต้องถือไตรจีวรไปครบ ไป ดังหลักฐานว่า อนึ่ง บรรดาอานิสงส์ ๕ ประการ เว้นข้อ อสมาทานจาระ (ไม่ต้องถือไตรจีวรไปครบ) ในเดือนจีวรเสียแล้ว พวกภิกษุผู้ไม่ได้กรานกถินย่อมได้อานิสงส์ที่เหลือ, หากจะพึงได้ข้ออสมาทานจาระด้วย พวกภิกษุชาวกรุงปาเวยยกะผู้เข้าจำพรรษาเสร็จแล้ว ก็คงไม่เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคด้วยทั้งจีวรที่เปียกน้ำอยู่ เพราะเหตุที่ไม่ได้ข้อนั้น ภิกษุเหล่านั้นจึงได้ถือเอาจีวรเทียวเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค (กงฺขา.นวฏี. ๒๙๔-๕) ติดตามในช่องทางอื่นๆ: Facebook : เพจนานาวินิจฉัย   / mahasilananda   Facebook : พระมหาภาคภูมิ สีลานนฺโท   / mahaparkpoom   TikTok : นานาวินิจฉัย   / mahasilananda   Instagram : นานาวินิจฉัย   / mahasilananda