Перейти к содержимому

"ออยศรี-เจตน์" แฉหลักฐาน "ต้นอ้อ เป็นหนึ่ง" รับสารภาพคดีปลอมลายเซ็น-จี้สอบเงินบริจาคเข้าบัญชีลูกผัว

สํานักข่าวราษฎร Ratsadon News

0:00 / 0:00

"ออยศรี-เจตน์" แฉหลักฐาน "ต้นอ้อ เป็นหนึ่ง" รับสารภาพคดีปลอมลายเซ็น-จี้สอบเงินบริจาคเข้าบัญชีลูกผัว

16 181 просмотр · 15 ч назад
สํานักข่าวราษฎร Ratsadon News
907 тыс. подписчиков
16 181 просмотр · 15 ч назад
ออยศรี-เจตน์” กางหลักฐานแฉ “ต้นอ้อ เป็นหนึ่ง” สารภาพคดีปลอมลายเซ็น! จี้แจงเส้นทางการเงินบริจาค-10 คดีรวด กรุงเทพฯ, 1 พ.ย. 2569 — ที่บริษัทที่ปรึกษากฎหมาย ออยศรีและผองเผือก จำกัด (บ้านเรือนไทยตรงข้ามศูนย์ราชการ) น.ส.บุญยนุช แสงศรี หรือ “ออยศรี” เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก “ออยศรีและผองเผือก” และผู้บริหารบริษัทที่ปรึกษากฎหมายฯ พร้อมด้วย นายภูวกร ศรีเนียน หรือ “เจตน์” ภาคี HETA ในฐานะตัวแทนผู้เสียหาย ได้ร่วมกันเปิดโต๊ะแถลงข่าวครั้งใหญ่ กรณีข้อพิพาทและคดีความที่เกี่ยวข้องกับ “มูลนิธิเป็นหนึ่ง” ของนางชลิดา พะละมาตย์ หรือ “ต้นอ้อ ประธานมูลนิธิเป็นหนึ่ง” การแถลงข่าวครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังจากที่ “ต้นอ้อ” เพิ่งออกมาตั้งโต๊ะแถลงชี้แจงประเด็นข้อสงสัยเรื่องเงินบริจาคไปเมื่อวันที่ 30 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยทางออยศรีและเจตน์ได้นำเอกสารหลักฐานทางกฎหมาย เอกสารคำพิพากษาของศาล และสเตทเมนต์เส้นทางการเงินมาเปิดเผยต่อสื่อมวลชนเพื่อทวงถามความโปร่งใสในหลายประเด็น ออยศรี เปิดเผยว่า การออกมาแถลงข่าวในวันนี้ไม่ได้มีเจตนาใส่ร้าย แต่เป็นการทำหน้าที่เป็นตัวแทนของผู้เสียหายที่ตนและทีมงานได้ร่วมกันติดตามข้อมูลและตรวจสอบข้อเท็จจริงมาเป็นเวลากว่าหนึ่งปีเต็ม ผ่านการประสานงานร่วมกับเจตน์และผู้เสียหายรายอื่น ๆ สำหรับปัญหาของมูลนิธิเป็นหนึ่ง มีจุดเริ่มต้นย้อนกลับไปในช่วงปี 2567 ภายหลังจากการก่อตั้งมูลนิธิ แม้ว่าในอولดีตต้นอ้อจะมีบทบาททางสังคมในการให้ความช่วยเหลือประชาชน แต่ต่อมากลับมีข้อร้องเรียนจากผู้เกี่ยวข้องว่า มีการนำลายเซ็นของ น.ส.วิไลลักษณ์ หรือ “ซ้อลักษณ์” ไปปลอมแปลงเพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบการยอดจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิ แม้ว่าในช่วงแรกทางด้านต้นอ้อจะออกมาปฏิเสธเสียงแข็งมาโดยตลอดว่าไม่มีการปลอมแปลงใด ๆ จนนำไปสู่การแจ้งความดำเนินคดีในเวลาต่อมา ด้าน เจตน์ ได้ฉายภาพไทม์ไลน์เพิ่มเติมว่า ต้นอ้อเริ่มสร้างบทบาทในสังคมตั้งแต่ช่วงปลายปี 2566 ในนาม “กลุ่มเป็นหนึ่ง” ซึ่งขณะนั้นเป็นเพียงเพจเฟซบุ๊กที่ช่วยเหลือเด็กและสตรี ก่อนจะขยับขยายขึ้นทะเบียนเป็นมูลนิธิอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2567 ต่อมาในเดือน ก.ค. 2567 ความขัดแย้งภายในเริ่มปะทุขึ้น เมื่ออดีตผู้ร่วมงานอย่าง คุณวิไลลักษณ์ และแม่นายปุ๊กกี้ ออกมาแฉปัญหาภายในองค์กร ทั้งประเด็นการซื้อขายหุ้น การชักชวนซื้อขายตำแหน่งทางการเมือง และปัญหาการปลอมลายเซ็น ซึ่งตนได้เข้ามาช่วยประสานงานติดตามคดีตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จุดพลิกคดี: ศาลพิพากษาตามคำรับสารภาพ เจตน์ระบุว่า คดีปลอมลายเซ็นดังกล่าวใช้เวลาต่อสู้ทางกฎหมายค่อนข้างยาวนาน โดยช่วงแรกมีเพียงซ้อลักษณ์เป็นผู้เสียหายเข้าแจ้งความ ก่อนที่ในวันที่ 24 ต.ค. 2568 ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรีในขณะนั้น จะเข้าแจ้งความเพิ่มเติมในฐานะผู้ถูกนำเอกสารส่วนตัวไปแอบอ้างใช้ยื่นจดทะเบียนมูลนิธิ ทำให้คดีมีความคืบหน้าอย่างรวดเร็ว แม้ว่าในระหว่างทาง ต้นอ้อจะยืนกรานปฏิเสธและเคยขู่ดำเนินคดีกลับผู้ที่ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงมาโดยตลอด แต่ทว่าในวันที่ 4 มิ.ย. 2569 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานในคดีดังกล่าว ปรากฏว่าต้นอ้อได้กลับคำให้การและ “รับสารภาพ” ต่อศาล ส่งผลให้ศาลมีคำพิพากษาลงโทษตามคำรับสารภาพในความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอมเพื่อจัดตั้งมูลนิธิ ประเด็นนี้ ออยศรี เสริมว่า ภายหลังคำพิพากษาปรากฏเป็นข่าว มีกระแสข่าวบางทางที่ทำให้สังคมเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าศาลไม่อนุญาตให้นำเสนอข้อมูลคดี ตนจึงต้องชี้แจงว่าข้อจำกัดดังกล่าวเป็นเพียงการไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าฟังกระบวนการพิจารณาในห้องพิจารณาคดีเท่านั้น แต่วันนี้ตนได้นำเอกสารคำพิพากษาฉบับจริงมาเปิดเผยต่อสาธารณชน เพื่อให้สังคมได้รับรู้ข้อเท็จจริงที่ยุติแล้ว พร้อมระบุว่าภายหลังคดีนี้สิ้นสุด ทางฝั่งต้นอ้อได้มีการฟ้องร้องกลับในข้อหาแจ้งความเท็จ ซึ่งขณะนี้พนักงานสอบสวน สภ.บางบัวทอง ได้ออกหมายเรียกให้ต้นอ้อเข้ามารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว ออยศรีเน้นย้ำว่า ตนไม่ได้ปรักปรำว่าการโอนเงินดังกล่าวมีความผิดทางอาญาโดยตรง แต่เนื่องจากเงินดังกล่าวเป็น “เงินบริจาคจากความศรัทธาของประชาชน” ผู้บริหารมูลนิธิจึงมีหน้าที่และความรับผิดชอบตามกฎหมายที่จะต้องออกมาชี้แจงวัตถุประสงค์และการใช้จ่ายอย่างโปร่งใส มีใบเสร็จหรือหลักฐานยืนยันชัดเจน ไม่ใช่การโยกย้ายเงินเข้าบัญชีเครือญาติหรือบัญชีส่วนตัวในลักษณะดังกล่าว บทสรุป: จี้หน่วยงานรัฐตรวจสอบเชิงลึก ในช่วงท้ายของการแถลงข่าว เจตน์ได้สรุปสถานทางคดีทั้งหมดในปัจจุบัน โดยระบุว่าขณะนี้ยังมีคดีที่อยู่ในชั้นพิจารณาของพนักงานอัยการอีก 7 คดี และมีอีก 3 คดีที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม พร้อมทั้งเรียกร้องให้ผู้บริหารมูลนิธิมีความพร้อมและโปร่งใสในการตรวจสอบทรัพย์สิน รวมถึงการเปิดรับบริจาคในแต่ละโครงการที่ควรมีกำหนดเวลาและสรุปยอดเงินให้สาธารณชนตรวจสอบได้อย่างชัดเจน การออกมาเปิดเผยข้อมูลในวันนี้ เราต้องการให้ทุกฝ่ายพิสูจน์ความจริงกันด้วยพยานหลักฐาน และอยากให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมตรวจสอบเส้นทางการเงินและการดำเนินงานของมูลนิธิอย่างตรงไปตรงมา เพื่อปกป้องเงินบริจาคของประชาชน” — เจตน์ และ ออยศรี กล่าวทิ้งท้าย