ข้อคิดสอนใจจากนิทานเรื่องพรานป่ากลับใจ
EsanReviews Studio
0:00 / 0:00
ข้อคิดสอนใจจากนิทานเรื่องพรานป่ากลับใจ
47 просмотров · 2 недели назад
EsanReviews Studio
398 подписчиков
47 просмотров · 2 недели назад
ขัอคืดสอนใจจากเรื่องเล่า: พรานป่ากลับใจ
ลึกเข้าไปในดงดิบที่แสงแดดส่องลงมาเป็นเพียงเส้นสายรำไร เสียงลมหายใจของป่าดังชัดเจนกว่าที่ใด... ที่นั่นมีชายชื่อ "ตะวัน" พรานป่าผู้มีแววตาแข็งกร้าว เต็มไปด้วยความหิวโหยและดิ้นรนเอาชีวิตรอด
วันหนึ่ง ขณะที่ตะวันกำลังแกะรอยสัตว์ สายตาของเขาก็ไปปะทะเข้ากับช้างป่าตัวผู้ขนาดมหึมา งาของมันโค้งยาวและขาวสะอาดดุจแสงจันทร์ ความโลภพุ่งทะยานขึ้นในใจของพรานหนุ่ม "ถ้าข้าได้งาคู่นี้ไปขาย ชีวิตที่ยากแค้นของข้าจะต้องเปลี่ยนไปตลอดกาล" เขาคิดในใจ ก่อนจะกระชับปืนลูกซองแนบอก แล้วออกวิ่งไล่ตามรอยเท้ายักษ์นั้นไปอย่างไม่คิดชีวิต
แต่ป่าก็คือป่า ช้างตัวนั้นหายไปราวกับหมอกควัน ทิ้งไว้เพียงรอยเท้าที่นำทางตะวันมาหยุดอยู่หน้าต้นไทรโบราณขนาดใหญ่ ทว่า... สิ่งที่อยู่ใต้ต้นไทรกลับไม่ใช่ช้างป่า แต่เป็น "หลวงตา" รูปหนึ่ง กำลังนั่งหลับตาทำสมาธิ ท่ามกลางความเงียบสงบที่ขัดกับเสียงหัวใจที่เต้นโครมครามของพรานป่า
ด้วยความร้อนรน ตะวันตะโกนถาม "หลวงตา! หลวงตาเห็นช้างป่างางามๆ วิ่งผ่านมาทางนี้บ้างไหม? ข้ากำลังตามล่ามัน งาของมันมีค่ามหาศาล!"
หลวงตาค่อยๆ ลืมตาขึ้น แววตาของท่านนิ่งลึกและเปี่ยมด้วยความเมตตา ท่านไม่ได้มองไปที่ปืนในมือของตะวัน แต่มองทะลุเข้าไปในดวงตาของเขา
"อาตมาเห็นแต่ความว้าวุ่น ที่กำลังวิ่งไล่ตามภาพลวงตา..." เสียงของหลวงตาทุ้มต่ำและเยือกเย็น "เจ้ารู้หรือไม่พรานป่า... ว่าทำไมคนโบราณถึงกล่าวว่าการฆ่าช้างคือบาปมหันต์? มันไม่ใช่เพราะมีใครบนฟ้าคอยจดบัญชีเพื่อรอโยนเจ้าลงกระทะทองแดงหรอกนะ แต่มันคือเรื่องของ 'ธรรมชาติในสมองและจิตใจ' ของเจ้าเอง"
ตะวันขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ "สมอง? จิตใจ? บาปกรรมมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องพวกนี้เล่าหลวงตา? สัตว์ป่าเกิดมาก็เป็นเงินเป็นทองของมนุษย์อยู่แล้ว"
หลวงตาส่ายหน้าช้าๆ แล้วอธิบายด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนแต่หนักแน่น
"ช้างมิใช่เพียงก้อนเนื้อที่หายใจได้นะโยม ในทางความจริงที่พิสูจน์ได้ ช้างมีระบบประสาทที่ซับซ้อนยิ่งนัก พวกมันมีความทรงจำที่ลึกล้ำ รู้จักความรัก ความผูกพัน และ 'ร้องไห้' ไว้อาลัยให้ครอบครัวที่จากไปได้ไม่ต่างจากเรา... การที่เจ้าจะปลิดชีพสิ่งมีชีวิตที่มีความรู้สึกนึกคิดลึกซึ้งถึงเพียงนั้น เจ้าคิดว่าเจ้าต้องใช้สิ่งใดแลกมา?"
"ก็ใช้ลูกปืนของข้าอย่างไรเล่า!" ตะวันเถียง
"ผิดแล้ว..." หลวงตาชี้มาที่หน้าอกของตะวัน "เจ้าต้องใช้ 'ความเป็นมนุษย์' ของเจ้าแลกมาต่างหาก ก่อนที่ลูกปืนจะเจาะทะลุหนังหนาๆ ของมัน เจ้าต้อง 'ฆ่า' ความเห็นอกเห็นใจในใจตัวเองทิ้งไปเสียก่อน เจ้าต้องกดทับความรู้สึกผิดชอบชั่วดีให้จมดิน เพื่อให้มือเจ้านิ่งพอที่จะเหนี่ยวไก... และนั่นแหละคือ 'กรรม' "
ตะวันเริ่มยืนนิ่ง คำพูดของหลวงตาเหมือนลูกศรที่พุ่งปักกลางใจ
"ทุกครั้งที่เจ้าทำลายชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เจ้ากำลังสลักบาดแผลลึกไว้ในจิตใต้สำนึก" หลวงตากล่าวต่อ "สมองของเจ้าจะจดจำความด้านชาและความโหดร้ายนั้นไว้ เจ้าอาจจะได้เงินทอง แต่ความสงบในใจเจ้าจะพังทลาย เจ้าจะกลายเป็นคนหวาดระแวง และไม่สามารถเชื่อมโยงความรักกับใครได้ลึกซึ้งอีก เพราะจิตใจเจ้าถูกฝึกให้มองทุกอย่างเป็นแค่ 'ผลประโยชน์' ที่ต้องยื้อแย่ง... นรกไม่ได้อยู่ใต้ดินหรอกพรานเอ๋ย แต่มันคือความแห้งแล้งในใจ ที่ต่อให้มีเงินทองกองท่วมหัว เจ้าก็จะไม่เคยรู้สึก 'อิ่ม' เลย"
บรรยากาศรอบกายเงียบงันลง มีเพียงเสียงสายลมที่พัดผ่านยอดไม้
"ช้างตัวนั้น... เดินย่ำไปในป่า ขับถ่ายเมล็ดพันธุ์ กลายเป็นปุ๋ย สร้างป่า สร้างอากาศให้เจ้าหายใจ เขาทำหน้าที่ของเขาอย่างสมบูรณ์แบบ..." หลวงตาทิ้งท้าย "แล้วเจ้าเล่า... กำลังทำหน้าที่อะไรในฐานะมนุษย์ผู้มีสติปัญญา? การเป็นผู้ทำลายล้างเพื่อสนองความอยากที่ไม่มีวันเต็ม... มันคือความเจริญแล้วจริงๆ หรือ?"
ปืนในมือของตะวันที่เคยเบาหวิว บัดนี้กลับรู้สึกหนักอึ้ง ไม่ใช่หนักเพราะเหล็ก แต่หนักเพราะความโลภที่เขาแบกไว้มาทั้งชีวิต เขาตระหนักได้ว่า ที่ผ่านมาเขาไม่ได้แค่กำลังล่าสัตว์ แต่เขากำลังไล่ล่าและทำลาย "ตัวตนที่ดีงาม" ของเขาเอง
ตะวันตัดสินใจปลดกระสุนออกจากปืน แล้วค่อยๆ วางมันลงแนบกับพื้นดินใต้โคนต้นไทร เขาคุกเข่าลงกราบหลวงตา แววตาของพรานป่าผู้หิวโหยหายไป เหลือเพียงชายผู้หนึ่งที่กระหายอยากจะค้นพบความสงบ
"หลวงตาครับ..." เสียงของตะวันสั่นเครือแต่แน่วแน่ "ถ้าข้าไม่ล่าสัตว์แล้ว ข้าอยากเรียนรู้วิธีที่จะไม่เป็นทาสของความหิวโหยในใจตัวเอง... ข้าอยากพัฒนาจิตใจให้เจริญขึ้น ข้าควรจะเริ่มต้นอย่างไร?"
หลวงตายิ้มอย่างอ่อนโยน ท่านหลับตาลงอีกครั้งแล้วเอ่ยเบาๆ "เริ่มต้นจากการมองเห็นให้ลึกกว่าตาเนื้อ... มองเห็นว่าทุกลมหายใจในป่านี้ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของลมหายใจเจ้า... มาสิ นั่งลงข้างๆ อาตมา หลับตาลง แล้วลองฟังเสียงป่า โดยที่ไม่คิดจะกอบโกยอะไรจากมันดูสักครั้ง..."
และในบ่ายวันนั้น พรานตะวันก็ได้ค้นพบสมบัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในป่าลึก โดยที่เขาไม่ต้องพรากชีวิตใครเลยแม้แต่ชีวิตเดียว...