Перейти к содержимому

เปิดพฤติการณ์ ‘สมีโชติ-สีกาเอ๋’ ยักยอกเงินวัดพุทไธศวรรย์ ตั้งมูลนิธิบังหน้า โอนเงินเข้าตัวเอง

สํานักข่าวราษฎร Ratsadon News

0:00 / 0:00

เปิดพฤติการณ์ ‘สมีโชติ-สีกาเอ๋’ ยักยอกเงินวัดพุทไธศวรรย์ ตั้งมูลนิธิบังหน้า โอนเงินเข้าตัวเอง

4 158 просмотров · 1 день назад
สํานักข่าวราษฎร Ratsadon News
896 тыс. подписчиков
4 158 просмотров · 1 день назад
(11 ก.ย. 69) เวลา 11:30 น. พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พร้อมด้วย พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว, พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผู้บังคับการปราบปราม, สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และ ปปง. ร่วมกันแถลงผลการดำเนินการจับกุม นายโชติ อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ และ นางสาวปุณยวีร์ หรือ สีกาเอ๋ สีกาคนสนิท ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริต และสมคบกันฟอกเงิน พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าวว่า ตำรวจสอบสวนกลางดำเนินการเรื่องนี้อย่างโปร่งใสจริงจัง และในส่วนของเรื่องพระ ตำรวจสอบสวนกลางได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ มารับเรื่องร้องเรียน ซึ่งหลังเดือนตุลาคมจะต้องหาคนมารับงานนี้ต่อ และเราจะดำเนินการต่อไปอย่างต่อเนื่อง พร้อมเน้นย้ำว่า พฤติกรรมของบุคคลไม่เกี่ยวข้องกับคำสอน สถานที่ และประเพณีอันดีงามที่สังคมพุทธศาสนาเราดำเนินการมา แต่เป็นเพียงพฤติกรรมเฉพาะตัวบุคคลเท่านั้น พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ยืนยันว่า เงิน 92 ล้านบาท ไม่ได้เข้าวัดอย่างแน่นอน แต่ทรัพย์สินที่ตรวจสอบยึดได้มีมูลค่าเกินกว่า 100 ล้านบาท ดังนั้น จึงต้องทำการตรวจสอบและขยายผลต่อว่าเงินและทรัพย์สินมาจากไหนอย่างไร ทั้งนี้ หากตรวจพบว่ามีทรัพย์สินอื่น ๆ เพิ่มเติม ก็จะขยายผลหาที่มาต่อไป ขณะที่ พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ กล่าวว่า เมื่อประมาณวันที่ 15 ก.ค. 69 ได้รับแจ้งเบาะแสจากพลเมืองดีว่า เจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม และอาจใช้ตำแหน่งหน้าที่ของวัดทุจริตเงิน จึงขอให้กองปราบตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งการตรวจสอบค่อนข้างลำบาก เพราะวัดนี้มีนักการเมือง ข้าราชการ คหบดี พ่อค้า ทหาร และตำรวจ นับถืออยู่จำนวนมาก จึงต้องทำด้วยความระมัดระวัง เมื่อเข้าไปตรวจสอบจนได้พยานหลักฐานพอสมควร พบพิรุธหลายอย่าง โดยเฉพาะ 2 เส้นทางการเงิน เส้นแรกคือการออกใบอนุโมทนาบัตรให้กับบุคคลในการเช่าวัตถุมงคล 22 รายการ กว่า 2.8 ล้านบาท ซึ่งพยานยืนยันว่าเจ้าอาวาสสั่งให้ออกใบอนุโมทนาบัตรจริง ส่วนอีกเส้นทางเงินคือใบอนุโมทนาบัตรที่ออกมาเพื่อบำรุงวัด จำนวน 89 ล้านบาท รวมทั้ง 2 เส้นทางเป็นเงิน 92 ล้านบาท แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบกลับพบว่า ไม่มีเงินจำนวนนี้เข้าไปในบัญชีวัดแม้แต่บาทเดียว ทำให้เชื่อว่าเจ้าอาวาสทุจริตเงินวัดจริง เมื่อมีหลักฐานชัดเจน กองปราบจึงขออนุมัติศาลอาญาคดีทุจริตและประผิดมิชอบภาค 1 ออกหมายจับนายโชติในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ฯ, ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริตฯ และสมคบกันฟอกเงิน และออกหมายจับนางสาวปุณยวีร์ในข้อหาสนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำความผิด และสมคบกันฟอกเงิน พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ กล่าวอีกว่า นำมาสู่การปฏิบัติการเมื่อวันที่ 10 ก.ย. โดยเข้าตรวจค้น 6 จุด ผลการตรวจค้นสามารถยึดทรัพย์ที่แปรสภาพจากความศรัทธาของประชาชนมูลค่ากว่า 215 ล้านบาท ซุกซ่อนตามที่ต่าง ๆ ในกุฏิ เป็นเงินสดทั้งสกุลเงินไทยและสกุลเงินต่างประเทศ ทองคำแท่งและทองคำรูปพรรณน้ำหนักรวม 1,066 บาททองคำ พระเครื่อง และโฉนดที่ดิน โดยหลังจากนี้ ป.ป.ช. และ ปปง. จะช่วยขยายผลต่อเพื่อแยกเส้นทางการเงินว่าส่วนไหนเป็นเงินวัด และส่วนไหนเป็นเงินส่วนตัว เพื่อแยกคนไม่ดีออกจากวัดและคืนความศรัทธาให้แก่ประชาชน พร้อมขอฝากไปยังคน 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกหากรู้สึกว่าเงินบริจาคของตนใช้ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ สามารถเข้ามาให้ข้อมูลได้ตลอดเวลา และขอฝากเตือนไปยังพระสงฆ์ทั้งหลาย หากมีพฤติกรรมเช่นนี้อยู่ขอให้หยุดทันที หากตรวจพบจะไม่เอาไว้แน่นอน พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ ระบุว่า สารตั้งต้นของ 2 เส้นทางเงินยังต้องขยายผลต่อ แต่ที่ชัดเจนคือมาจากวัตถุมงคลของผู้มีจิตศรัทธา และเงินทำนุบำรุงปฏิสังขรณ์วัดในระยะเวลา 3 เดือนที่ตำรวจพบเส้นทางเงินนี้ โดยแผนประทุษกรรมคือ เงินเส้นนี้จะโอนเข้าบัญชีของมูลนิธิที่เจ้าอาวาสตั้งขึ้นเมื่อปลายปี 2568 แต่มูลนิธิดังกล่าวยังจัดตั้งไม่ถูกต้องและไม่มีสิทธิออกใบอนุโมทนาบัตร หลังจากเงินเข้ามูลนิธิ ก็จะโอนต่อเข้าบัญชีตัวเอง แต่กลับออกใบอนุโมทนาบัตรในนามวัด โดยทรัพย์สินส่วนหนึ่งอยู่ที่เจ้าอาวาส และอีกส่วนอยู่ที่สีกา ซึ่งตำรวจจะขยายผลต่อ สำหรับญาติโยมที่ต้องการนำใบอนุโมทนาบัตรไปลดหย่อนภาษี สามารถเข้าแจ้งความได้ที่กองบังคับการปราบปราม