Перейти к содержимому

ทำไมเราถึงไม่ได้ยินเสียงของพระเจ้า

uma mega

0:00 / 0:00

ทำไมเราถึงไม่ได้ยินเสียงของพระเจ้า

290 просмотров · 8 дн. назад
uma mega
24 подписчика
290 просмотров · 8 дн. назад
"ทำไมเราถึงไม่ได้ยินเสียงของพระเจ้าเหมือนอย่างโมเสส ดาวิด หรืออับราฮัม ?" ส่วนที่ 1: ทำไมเราจึงไม่ได้ยินเสียงของพระเจ้าเหมือนโมเสส ดาวิด และอับราฮัม? หากเราย้อนกลับไปดูในพระคัมภีร์เดิม พระเจ้าทรงปรากฏ พูดคุย และตรัสกับบรรพบุรุษผ่านเหตุการณ์ที่น่าตื่นตะลึง ทำไมยุคนี้จึงเงียบงัน? สาเหตุไม่ได้มาจากพระองค์ทรงเปลี่ยนไป เพราะ “พระเยซูคริสต์ทรงเหมือนเดิมในวานนี้ วันนี้ และตลอดไปเป็นนิตย์” (ฮีบรู 13:8) แต่เหตุผลหลักมีอยู่ 3 ประการตามโครงสร้างประวัติศาสตร์และภาษาพระคัมภีร์: 1. การเปลี่ยนแปลงของ "ยุคสมัยแห่งการเปิดเผยพระองค์" (Progressive Revelation) ในภาษาฮีบรู คำว่า "ดابار" (Davar - ดาบาร์) หมายถึง พระวจนะ เหตุการณ์ หรือการกระทำ และในพระคัมภีร์เดิม พระเจ้าทรงใช้การสื่อสารแบบเผชิญหน้าเพื่อ วางรากฐาน และ จัดตั้งพันธสัญญา เฉพาะกิจ เช่น กับอับราฮัม (ปฐมกาล 12) หรือโมเสสบนภูเขาซีนาย (อพยพ 19) • แต่วันนี้ โครงสร้างประวัติศาสตร์แห่งการไถ่มาถึงจุดสมบูรณ์แล้วในองค์พระเยซูคริสต์ พระองค์ไม่จำเป็นต้องสร้างรากฐานใหม่ผ่านเสียงกึกก้องจากฟ้าสวรรค์อีก เพราะรากฐานนั้นถูกวางไว้อย่างมั่นคงแล้ว 2. มลภาวะทางจิตวิญญาณและเสียงรบกวนของโลกยุคใหม่ ในสมัยของดาวิด ชีวิตมีความเงียบสงบและใกล้ชิดกับธรรมชาติมากกว่า (สดุดี 19:1 “ฟ้าสวรรค์ประกาศพระสิริของพระเจ้า...”) แต่ในศตวรรษที่ 21 มนุษย์ถูกแวดล้อมด้วยข้อมูล ข่าวสาร และเสียงรบกวนทางความคิด ทำให้จิตใจสูญเสียความสามารถในการนิ่งสงบต่อพระพักตร์พระเจ้า 3. ขอบเขตทางภาษา: เสียงที่แท้จริงไม่เคยหายไป ในภาษากรีก คำว่าเสียงที่พระเจ้าใช้ตรัสไม่ใช่เสียงทางกายภาพเสมอไป แต่ใช้คำว่า "φωνή" (Phone - โฟเน่) ซึ่งหมายถึงเสียงก้องหรือถ้อยคำที่สื่อความหมาย และคำว่า "λόγος" (Logos - โลโกส) หมายถึงเหตุผล ความคิด หรือพระวจนะที่เป็นแก่นแท้ พระเจ้าทรงตรัสอยู่เสมอผ่าน โลโกส ของพระองค์ เพียงแต่หูฝ่ายวิญญาณของเราอาจไม่ถูกฝึกฝนให้รับฟัง ส่วนที่ 2: ในปัจจุบันนี้ คริสเตียนได้ยินเสียงจากพระเจ้าผ่านทางไหน? คำถามต่อมาคือ แล้ววันนี้พระเจ้าทรงพูดกับเราที่ไหน? คำตอบที่ชัดเจนที่สุดคือ พระองค์ทรงพูดผ่านช่องทางที่ทรงสำแดงไว้อย่างสมบูรณ์แล้ว ดังนี้: • 1. ผ่านพระคัมภีร์ (The Written Word): นี่คือเสียงที่ดังที่สุดและชัดเจนที่สุดในปัจจุบัน ในภาษาเดิมคำว่าพระคัมภีร์ได้รับการดลใจจากพระเจ้าเรียกว่า "θεόπνευστος" (Theopneustos - เธโอปนิวสโตส) (2 ทิโมธี 3:16) แปลตามตัวอักษรคือ "ลมหายใจของพระเจ้า" เมื่อท่านเปิดอ่านพระคัมภีร์ นั่นไม่ใช่ตัวหนังสือที่ตายแล้ว แต่คือลมหายใจที่ออกจากพระพักตร์พระเจ้าสู่ชีวิตของท่านโดยตรง • 2. ผ่านองค์พระเยซูคริสต์และพระวิญญาณบริสุทธิ์: พระเยซูทรงตรัสไว้ใน ยอห์น 10:27 ว่า “แกะของเราย่อมฟังเสียงของเรา และเรารู้จักแกะเหล่านั้น และแกะเหล่านั้นตามเรา” พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นผู้สอนและเตือนสติเราจากภายใน (ยอห์น 14:26) • 3. ผ่านสถานการณ์และชุมชนแห่งความเชื่อ (The Body of Christ): พระเจ้าทรงใช้พี่น้องคริสตจักร ความเจ็บปวด หรือแม้แต่ความสำเร็จในชีวิตประจำวัน เพื่อขัดเกลาและบอกกล่าวทิศทางแก่เรา ส่วนที่ 3: พระเจ้าทรงสื่อสารกับเราด้วยเหตุผลอะไร? พระเจ้าไม่ได้ตรัสเพื่อให้เราตื่นเต้น ทึ่ง หรือเอาไว้คุยอวดกัน แต่พระองค์ทรงมีพระประสงค์อันยิ่งใหญ่ในการสื่อสาร: • เพื่อการชี้นำและความปลอดภัย: สดุดี 119:105 กล่าวว่า “พระวจนะของพระองค์เป็นโคมสำหรับเท้าของข้าพระองค์ และเป็นแสงสว่างแก่ทางของข้าพระองค์” พระเจ้าตรัสเพื่อให้เราไม่เดินหลงหายไปในความมืดของโลกนี้ • เพื่อการเปลี่ยนแปลงชีวิต (Sanctification): พระองค์ทรงตรัสเพื่อชำระเราให้บริสุทธิ์ (ยอห์น 17:17) ถ้อยคำของพระองค์มีฤทธิ์เดชในการตัดสิ่งที่ไม่ดีออก และสร้างชีวิตใหม่ให้เกิดขึ้น • เพื่อความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง: จุดประสงค์สูงสุดของการสื่อสารไม่ใช่กฎเกณฑ์ แต่คือ "ความรัก" พระองค์ทรงปรารถนาให้เรามีสนิทภาพ (Koinonia) กับพระองค์เฉกเช่นสหายที่พูดคุยกับสหาย ส่วนที่ 4: เราควรใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างไรในการสื่อสารและรับฟังข้อความของพระองค์? ในฐานะที่ผมยืนอยู่ปลายทางของชีวิต และมองย้อนกลับมายังเส้นทางความเชื่อทั้งหมด ผมขอฝากหลักปฏิบัติ 3 ประการสุดท้ายนี้ไว้ให้พี่น้องยึดถือ: 1. จงกลับสู่ความเงียบสงบ (Solitude and Silence) เราไม่สามารถได้ยินเสียงกระซิบอันแผ่วเบาได้ หากเราอยู่ในห้องที่เปิดเพลงเสียงดังฉันใด เราก็ไม่สามารถได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าได้ หากชีวิตเราเต็มไปด้วยความวุ่นวายจดจ่อกับโซเชียลมีเดียและทางโลก จงจัดเวลาประจำวันเพื่อ "นิ่งเสีย" ต่อพระพักตร์พระองค์ (สดุดี 46:10) 2. จงฝังรากลึกในพระวจนะ (Immerse in the Word) อย่าแสวงหานิมิตแปลกประหลาดหรือเสียงลึกลับนอกเหนือจากพระคัมภีร์ ให้ท่านอ่าน ท่องจำ และใคร่ครวญพระคัมภีร์วันแล้ววันเล่า เพราะหากท่านไม่รู้จักเสียงของพระวจนะลายลักษณ์อักษร ท่านก็จะไม่มีวันแยกแยะเสียงของพระวิญญาณบริสุทธิ์ออกจากเสียงกิเลสของตนเองได้ 3. จงดำเนินชีวิตด้วยการเชื่อฟังทันที (Radical Obedience) การได้ยินเสียงของพระเจ้ามีความหมายเพียงน้อยนิด หากปราศจากการกระทำตาม ในภาษากรีกคำว่าการเชื่อฟังคือ "ὑπακοή" (Hupakoe - ฮูปาโกเอ) ซึ่งรากศัพท์แปลว่า การฟังที่นำมาซึ่งการใต้บังคับบัญชาและการตอบสนอง เสียงของพระเจ้าจะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ สำหรับผู้ที่ทำตามสิ่งที่พระองค์ตรัสบอกไปแล้วในพระคัมภีร์ บทสรุปส่งท้าย พี่น้องที่รักครับ ชีวิตบนโลกนี้เป็นเพียงเงาเวลาสั้นๆ วันหนึ่งเมื่อดวงตาของผมปิดลง และวันหนึ่งเมื่อท่านต้องก้าวผ่านประตูแห่งความตาย สิ่งเดียวที่จะยังคงอยู่และมีค่าที่สุดคือความสัมพันธ์ที่แท้จริงระหว่างท่านกับพระผู้สร้าง ขอให้ท่านเงี่ยหูฟังพระองค์ผ่านพระวจนะที่ทรงชีวิต ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในการเป็นผู้ฟังที่ดี และเดินตามพระสุรเสียงแห่งความรักของพระองค์ด้วยความชื่นชมยินดี จนกว่าเราจะพบพระองค์แบบเผชิญหน้าบนสวรรค์สถานนิรันดร์ ด้วยรักและคำอธิษฐานในองค์พระเยซูคริสต์