Перейти к содержимому

จางเหลียง มันสมองเบื้องหลังชัยชนะของหลิวปัง

3ก๊ก STORY

0:00 / 0:00

จางเหลียง มันสมองเบื้องหลังชัยชนะของหลิวปัง

6 366 просмотров · 2 дн. назад
3ก๊ก STORY
68,1 тыс. подписчиков
6 366 просмотров · 2 дн. назад
จาง เหลียง (張良; , Zhāng Liáng) ชื่อรอง จื่อฟาง ในวัยหนุ่ม จางเหลียง จึงได้วางแผนการใหญ่ หมายลอบสังหารฉินซีฮ่องเต้เพื่อแก้แค้นให้กับครอบครัวและผู้คนในแคว้น โดยว่าจ้างจอมพลังคนหนึ่งให้ซัดอาวุธและหินขนาดใหญ่ใส่ขบวนเดินทางของฉินซีฮ่องเต้ แต่ความพยายามล้มเหลว ฉินซีรอดชีวิตได้ จางเหลียงจึงต้องหลบหนีและใช้ชีวิตอย่างลับๆ . จากนั้นจางเหลียงได้พบกับหวงสือกง ปราชญ์อาวุโส ซึ่งได้มอบตำรายุทธศาสตร์ไท่กงให้ มีความเชื่อกันว่าที่จริงแล้วมันคือ พิชัยสงครามลิ่วเทา ของเจียงไท่กงนั่นเอง จากนั้นจางเหลียงได้ศึกษาแล้วนำมาประยุกต์เป็น ซานเลวี่ย หรือ สามยุทธศาสตร์ ที่โด่งดัง ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 7 สุดยอดพิชัยสงครามจีน . ต่อมา จางเหลียงได้มีโอกาสพบกับ หลิวปัง ซึ่งในขณะนั้นเป็นผู้นำกบฏต่อต้านราชวงศ์ฉิน จาง เหลียงมองเห็นศักยภาพในตัวหลิวปัง จึงตัดสินใจเข้าร่วมทัพด้วยและให้คำแนะนำในด้านแผนยุทธศาสตร์และการทำสงคราม เขามีส่วนสำคัญในการวางแผนกลยุทธ์ที่สำคัญหลายประการ ซึ่งช่วยให้กองทัพของหลิวปังมีความเข้มแข็งมากขึ้น . หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของหลิวปังก็คือ เหตุการณ์งานเลี้ยงที่หงเหมิน เมื่อหลิวปังและเซี่ยงอวี่ซึ่งเป็นพันธมิตรกันแล้วได้ทำข้อสัญญาว่าทัพใครเข้าถึงเมืองหลวงฉางอานของราชวงศ์ฉินได้ก่อน คนนั้นจะได้ขึ้นเป็นใหญ่ ทัพหลิวปังแม้ว่าจะมีกำลังทหารด้อยกว่า แต่ใช้วิธีการละมุนละม่อมต่อประชาชน ผ่านเมืองใดก็ปฏิบัติด้วยดี ทำให้ชาวเมืองยอมให้ผ่านทางได้ง่าย ผิดกับทัพเซี่ยงอวี่ที่แม้จะกร้าวแกร่งที่สุดในเวลานั้น แต่ก็ใช้การทำศึกหักเข้าโจมตีเมืองและสังหารข้าศึกอย่างไม่ปราณี ทำให้ทหารฉินพากันสู้ตาย ทัพหลิวปังจึงเข้าถึงเมืองหลวงของฉินได้ก่อน . แต่จางเหลียงเห็นว่าแบบนี้เป็นอันตรายต่อหลิวปัง เขาจึงเสนอให้รั้งทัพรอไว้นอกเมืองเพื่อรอเซี่ยงอวี่เข้ามา จางเหลียงเป็นคนที่มองขาดว่า หลังปราบฉินได้ เซี่ยงอวี่จะมองหลิวปังเป็นศัตรูสำคัญรายต่อไป แล้วสภาพของหลิวปังในตอนนี้ไม่อาจสู้กับเซี่ยงอวี่ได้แน่ เขาจึงต้องวางแผนการที่จะทำให้หลิวปังรอดจากเซี่ยงอวี่ให้ได้ . เซี่ยงอวี่มีฟานเจิ้งเป็นกุนซือ เสนอให้หาทางสังหารหลิวปังทิ้ง จึงจัดงานเลี้ยงรับรองหลิวปังขึ้น เหตุการณ์นี้ถูกเรียกว่างานเลี้ยงหงเหมิน เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์จีน เพราะความเป็นความตายของหลิวปังแขวนอยู่บนเส้นด้าย เขาจะไม่ไปงานเลี้ยงก็ไม่ได้ แต่ถ้าไป ก็ต้องตายแน่ ดังนั้นสิ่งที่จางเหลียงทำก็คือวางแผนการทุกอย่างที่จะรับประกันชีวิตให้หลิวปัง . จางเหลียงสั่งการให้ฝานไคว่ องครักษ์คู่กายของหลิวปังคอยประกบติดตัวหลิวปังตลอดเวลา ห้ามออกห่างเด็ดขาด ด้านหลิวปังก็แสร้งทำเป็นน่าเวทนาเพื่อทำให้เซี่ยงอวี่ใจอ่อน เมื่อได้จังหวะ หลิวปังก็ขอตัวออกจากงานเลี้ยงแล้วจากไปทันที . จางเหลียงยังเสนออุบายให้หลิวปังยอมรับตำแหน่งเจ้าเมืองที่ฮั่นจง ซึ่งเวลานั้นเป็นถิ่นทุรกันดาร เป้าหมายก็เพื่อทำให้หลิวปังหลุดออกจากวงล้อมของเซี่ยงอวี่ในศูนย์กลางอำนาจ และทำให้หลิวปังมีอิสระที่จะสามารถสร้างกองทัพและสะสมทรัพยากรต่างๆขึ้นใหม่เพื่อที่จะเปิดศึกกับเซี่ยงอวี่ในวันหน้า จางเหลียงยังให้เผาทำลายสะพานที่ใช้เดินทัพจากดินแดนฮั่นจงเข้าสู่เขตแดนของฉางอัน ซึ่งการเผาทำลายสะพานก็เป็นการประวิงเวลาทำให้ทัพเซี่ยงอวี่ไม่สามารถติดตามได้ง่าย ในทางกลับกันการที่หลิวปังจะเดินทัพกลับมาเปิดศึกก็จะไม่มีทางเกิดขึ้นในเวลานั้นแน่นอน . สิ่งที่จางเหลียงทำก็คือการซื้อเวลาให้หลิวปังอย่างน้อย 3 ปี เพื่อให้หลิวปังตั้งตนเป็นฮั่นจงอ๋อง แล้วกลับมาเปิดศึกกับเซี่ยงอวี่อีกครั้ง . ต่อมาจางเหลียงยังช่วยหลิวปังวางกลุยทธ์ให้เอาชนะเซี่ยงอวี่ในยุทธการที่เกาเฉิง ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์ หลังจากการก่อตั้งราชวงศ์ฮั่น จางเหลียงก็ได้รับการยกย่องให้เป็นที่ปรึกษาสูงสุดในราชสำนักและมีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานของราชวงศ์ใหม่ และถูกวางตัวให้เป็นอัครเสนาบดีหรือสมุหนายกคนแรกของราชวงศ์ฮั่น แต่สิ่งที่จางเหลียงทำก็คือ ขอลาออกจากราชการทั้งหมด . หลิวปังพยายามรั้งตัวจางเหลียงไว้ แต่ไม่สำเร็จ เวลานั้นจางเหลียงเริ่มศึกษาหลักการของลัทธิเต๋าอย่างจริงจังและเ้ข้าสู่วิถีทางของนักพรต ไม่แสวงหาอำนาจและลาภยศ ดังนั้นตำแหน่งสมุหนายกคนแรกของฮั่นจึงกลายเป็นของเซียวเหอแทน ถึงอย่างนั้นเมื่อหลิวปังมีเรื่องคิดไม่ตกหรือเกิดสถานการณ์ไม่สู้ดีในราชสำนักแล้วหลิวปังมองไม่ออก ก็จะเป็นจางเหลียงที่เข้ามาเตือนพร้อมมอบวิธีแก้ไขให้ สติปัญญาและวิสัยทัศน์เช่นนี้ของเขาเป็นสิ่งที่ไม่มีใครทดแทนได้เลย หลิวปังจึงมอบตำแหน่งชื่อ หลิว ประทานให้กับจางเหลียง และมอบตำแหน่งขุนนางใหญ่ และดินแดนในปกครองให้ ถึงกระนั้นจางเหลียงก็แยกตัวออกจากราชสำนักฮั่นและใช้ชีวิตอย่างสงบ . หลังก่อตั้งฮั่น ยังคงเกิดเหตุกบฏหลายครั้ง โดยเฉพาะกบฏอิงปู้ที่ร้ายแรงมาก หลิวปังจึงต้องการเรียกตัวจางเหลียงให้กลับมาช่วยเหลือรัชทายาทหลิวอิงในการปกครองบ้านเมือง จางเหลียงทำหน้าที่ด้วยดี กระทั่งการปราบกบฏเสร็จสิ้น หลิวปังต้องการปลดหลิวอิงแล้วตั้งองค์ชายหลิวหรูอี้ขึ้นแทน จางเหลียงคัดค้านแต่ไม่เป็นผล จึงตัดสินใจลาออกอีกครั้ง เขาใช้ชีวิตที่เหลือในการศึกษาลัทธิเต๋าและเสียชีวิตอย่างสงบด้วยอายุ 62 ปี เชื่อว่าเขาเสียช่วงปีก่อนคริสตกาล 189 สิ่งหนึ่งที่ทำให้จางเหลียงถูกยกย่องระดับสูงสุดในบรรดากุนซือหรือเสนาธิการทั้งหมดในประวัติศาสตร์จีน ไม่ใช่แค่เรื่องที่เขาช่วยหลิวปังก่อตั้งราชวงศ์ฮั่นเท่านั้น แต่ยังเป็นการปฏิบัติตัวและการใช้ชีวิตหลังจากนั้น เขาคือกุนซือใหญ่ระดับผู้ก่อตั้งราชวงศ์คนแรกและคนเดียวในประวัติศาสตร์จีนที่ "ไม่ขอรับตำแหน่ง" แล้วเลือกลาออกไปใช้ชีวิตอย่างที่ตนต้องการ แต่เมื่อใดที่บ้านเมืองเกิดปัญหา เขาจะเป็นคนแรกที่ก้าวเข้ามาพร้อมวิธีการแก้ไขเสมอ แม้จะมีความสามารถขนาดนี้แต่จางเหลียงไม่ใฝ่หาลาภยศ นั่นจึงทำให้หลิวปังและแม้แต่นางหลี่ฮองเฮาที่เป็นคนขี้ระแวงและสังหารผู้คนมากมายแม้แต่ผู้ร่วมก่อการ ก็ยังละเว้นไม่ยุ่งกับจางเหลียง