ตึกกษัตริย์ วัดแจ้ง จังหวัดนครศรีธรรมราช King’s Pavilion at Wat Chaeng, Nakhon Si Thammarat
บวรนคร BOVORN NAKORN
0:00 / 0:00
ตึกกษัตริย์ วัดแจ้ง จังหวัดนครศรีธรรมราช King’s Pavilion at Wat Chaeng, Nakhon Si Thammarat
40 просмотров · 9 дн. назад
บวรนคร BOVORN NAKORN
33 подписчика
40 просмотров · 9 дн. назад
ตึกกษัตริย์ วัดแจ้ง จังหวัดนครศรีธรรมราช
King’s Pavilion at Wat Chaeng, Nakhon Si Thammarat
ตึกกษัตริย์วัดแจ้ง – บัวพระอัฐิของพ่อตาแม่ยายพระเจ้าตากแห่งเมืองนคร
ช่วงปลายสมัยอยุธยา หลวงสิทธิ์นายเวร (หนู) ติดตามพระยาราชสุภาวดีจากอยุธยาที่ลงไปเป็นเจ้าเมือง จนเมื่อพระยาราชสุภาวดีถูกถอด หลวงสิทธิ์นายเวร (หนู) ผู้เป็นปลัดเมืองจึงรั้งเมืองอยู่จนกระทั่งเสียกรุงในปี ๒๓๑๐ หลวงสิทธิ์นายเวร หรือปลัดหนูจึงตั้งตัวเป็นเจ้าชุมนุมนครศรีธรรมราช ปกครองตั้งแต่ชุมพรลงไปตลอดพัทลุง สงขลา หระทั่งปี ๒๓๑๒ สมเด็จพระเจ้าตากสินให้ยกทัพลงไปปราบชุมนุมเจ้านคร เกิดการรบที่ท่าหมากทัพธนบุรีเสียที แล้วพระเจ้าตากสินเสด็จนำทัพเรือด้วยพระองค์เองตามลงมาตีทัพเมืองนครแตก เข้าเมืองนครได้ในวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๓๑๒ เจ้านคร(หนู)กับบุตรเขยคือเจ้าพัฒน์หลบหนีไปยังสงขลาแล้วต่อไปปัตตานี แล้วสุลต่านมูฮัมหมัดแห่งปัตตานี ส่งตัวกลับรวมทั้งเจ้าเมืองสงขลาและเจ้าเมืองพัทลุง แล้วพระเจ้าตากให้นำตัวเจ้านคร(หนู) ไปธนบุรี แล้วทรงยกฐานะเมืองนครเป็นประเทศราช นครศรีธรรมราช สถาปนาพระเจ้าหลานเธอเจ้านราสุริยวงศ์เป็นพระเจ้านครศรีธรรมราชปกครองนครศรีธรรมราชอยู่ ๗ ปี ถึงพิราลัย ขณะที่เจ้านคร(หนู) ที่เข้าไปรับราชการกรุงธนบุรี ได้ถวายบุตรหญิง ๒ คนเป็นบาทบริจาริกาในสมเด็จพระเจ้าตากสิน มีความดีความชอบ เจ้าจอมมารดาฉิม (ธิดาคนรองของเจ้านครหนู) ได้เลื่อนขึ้นเป็นมเหสีฝ่ายซ้าย กรมบริจาภักดีศรีสุดารักษ์ ประสูติพระโอรสธิดา ๔ องค์ คือ เจ้าฟ้าทัศพงษ์ เจ้าฟ้าทัศไพ เจ้าฟ้านเรนทรราชกุมาร และ เจ้าฟ้าหญิงปัญจาปี จึงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเจ้าพระยานคร (หนู) กลับมาครองเมืองนครเป็นเจ้าประเทศราช พระราชทานพระสุพรรณบัฏเป็น พระเจ้าขัตติยราชนิคม สมมตมไหสวรรค์ พระเจ้านครศรีธรรมราช เจ้าขัณฑสีมา หม่อมทองเหนี่ยวเป็นมเหสี มีขุนนางเสนาบดีจตุสดมภ์ ที่ว่าราชการท้องพระโรง ในปี ๒๓๑๙ เจ้าพัฒน์บุตรเขย (กับคุณชุ่มหรือนวล ธิดาคนโตของเจ้านครหนู) เป็นอุปราช ส่วนธิดาคนเล็กชื่อปรางนั้นได้ถวายตัวกับพระเจ้าตากด้วยจนมีท้องเป็นเจ้าจอมมารดาปราง แต่ต่อมาทรงพระราชทานให้กับเจ้าพัฒน์ที่เป็นหม้ายเนื่องจากสิ้นคุณนวล
ครั้นถึงสมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ ทรงให้ลดยศและสถานะของเจ้านครลงเป็นเจ้าพระยานครศรีธรรมราช จน พ.ศ.๒๓๒๗ ทรงถอดเจ้านครหนูออกให้เข้ารับราชการในกรุงเทพ แล้วแต่งตั้งเจ้าพัฒน์เป็นเจ้านครแทน ต่อมาอีกไม่นาน เมื่อเจ้านคร(หนู)และหม่อมทองเหนี่ยวถึงแก่อสัญกรรม เจ้านคร(พัฒน์) จึงรับอัฐิกลับนคร ก่อเป็นบัวบรรจุคู่กันในเก๋งจีนในพื้นที่อุทยานของตระกูล ณ นคร ทางทิศเหนือของเมือง ซึ่งมีฮวงซุ้ยของจีนปาด บิดาของหม่อมทองเหนี่ยวอยู่ก่อนแล้ว (ที่ทุกวันนี้อยู่ในที่ดินที่รัชกาลที่ ๕ พระราชทานให้เป็นที่ตั้งของโรงเรียนอเมริกันสกูลฟอร์บอยของคณะคริสตจักรเพรสไบทีเรียนจากสหรัฐอเมริกา คือโรงเรียนศรีธรรมราชศึกษาปัจจุบัน) โดยต่อมาได้สร้างเป็นวัดแจ้ง คนนครแต่ก่อนนิยมเรียกว่า ตึกกษัตริย์ เนื่องจากเจ้านคร(หนู) และหม่อมท่องเหนี่ยวเคยมีสถานะกษัตริย์และมเหสีแห่งประเทศราชนครศรีธรรมราช
สำหรับเก๋งจีนวัดแจ้งหรือตึกกษัตริย์นี้ แม้มีสถาปัตยกรรมหลักเป็นจีน แต่มีลวดลายปูนปั้นประดับเป็นไทยผสมตะวันตก โดยเฉพาะที่หน้าบันซุ้มบานประตูปั้นในศิลปะบารอกคล้ายใบผักกาดอาคันธัสแทนกนกใบระกา ขณะที่เทวดากลางซุ้มทำเป็นบุคคลสวมหมวกปีกอย่างฝรั่ง ตรงยอดแทนที่จะเป็นกนกช่อฟ้ากลับทำเป็นผลสัปปะรดซึ่งเป็นผลไม้น้ำเข้าจากโลกตะวันตกและเป็นที่นิยมมากในขณะนั้น นับเป็นสถาปัตยกรรมหนึ่งเดียวในประเทศหรือในโลกนี้ก็ว่าได้ ส่วนบัวด้านในนั้นเป็นบัวที่สร้างในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ลักษณะบัว เป็นฐาน ๓ ชั้น ย่อมุมไม้สิบสอง สูงประมาณ ๒ เมตรเศษ บัวก่ออิฐถือปูน โดยใช้ปูนขาวผสมน้ำอ้อย เรียกว่า ปูนเพชร ตกแต่งผิวนอกปูนฉาบด้วยลายปูนปั้นเป็นรูปกระจัง ติดกระจกสี การปิดทองลายปิดลงบนเนื้อปูนไม่ได้ลงรักก่อน จึงไม่ค่อยคงทน พื้นทาสีแดงชาด ส่วนยอดเป็นรูปดอกบัวตูมมีก้านดอก สีแดงกลีบดอกบัวปิดทองและประดับกระจกสี เพื่อให้เป็นที่สังเกตระหว่างบัวบรรจุอัฐิของผู้ชายกับบัวบรรจุอัฐิผู้หญิง โดยบัวบรรจุอัฐิของผู้ชายทำเป็นเจดีย์ทรงระฆังย่อมุมไม้สิบสองเครื่องยอดเป็นบัวกลุ่มเถาและเครื่องยอด ส่วนบัวบรรจุอัฐิผู้หญิงยอดทำเป็นรูปดอกบัวตูม